Showing posts with label Tips or Tricks. Show all posts
Showing posts with label Tips or Tricks. Show all posts

Saturday, November 26, 2016

5 เครื่องมือ(ถือ) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู

5 เครื่องมือ(ถือ) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครู



ครูมีหน้าที่ภาระที่ต้องทำมากมาย นอกจากการสอนแล้วงานเอกสารก็ไม่ใช่น้อยๆ อีกทั้งยังต้องประเมินผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อ ปรับปรุงการสอน และแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้เรียนอีกด้วย ดังนั้นผมจึงหาตัวช่วยในการแก้ไขปัญหาบางอย่าง เพียงแค่ครูมีมือถือก็สามารถนำไปประยุกค์ใช้ในห้องเรียนได้แล้ว

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้หน้าที่ครูหรือเกี่ยวกับการศึกษา ก็สามารถนำไปประยุกค์ใช้กับงานของตนเองได้ ผมเคยนำเช่น Plicker ไปใช้ประกอบการบรรยาย เพื่อเช็ค Feedback จากผู้ฟัง ยิ่งไปใช้กับผู้ฟังที่มีความพร้อม เครื่องมือฟรีต่างๆเหล่านี้ยิ่งแสดงศักยภาพออกมาสูงมาก

ผู้เขียนสอนอยู่ในโรงเรียนขยายโอกาสของกทม.(เรียนฟรี รับทุกคน) ซึ่งผู้เรียนไม่ได้มีความพร้อมในด้านทรัพยากร เช่น การเข้าถึง Internet อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน มีนักเรียนแค่บางส่วนเท่านั้นที่มี Smart phone แต่สำหรับคนที่มีมือถือแพง บางครั้งผมก็มาคิดว่าทำไม ผู้ปกครองถึงไม่เอาไปลงทุกกับการศึกษาของลูกตนเอง ไปในโรงเรียนที่ดีกว่านี้ (ขอบ่นนิดนึง) ที่กล่าวมานี้ผมเชื่อว่าโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมเลย ครูก็ยังสามารถนำเครื่องมือต่อไปนี้ใช้ในห้องเรียนได้


1. Plickers เป็นเครื่องมือที่คุณครูสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือการประเมินผู้เรียนได้ หรือแม้กระทั้งใช้ประกอบการสอนในรูปแบบของเกม สมัยผมเรียนอยู่ที่วิศวะจุฬา เรามีเครื่องมือหนึ่งเรียกว่า Clicker หน้าตาคล้ายรีโมททีวีอันเล็ก ปุ่มตัวอักษรมากมาย อาจารย์ก็จะนำมาแจกคนละอันเพื่อให้นักเรียนเลือกตอบคำถาม ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรว่าจะตอบคำถามได้เสร็จในแต่ละครั้ง และการนำไปใช้ต้องมีการลงทุนสูง ช่วงเข้าไปสอนใหม่ๆ ผมเคยลองคิดว่าถ้าลงทุนซื้อซัก 50 อันใช้เงินไม่น้อยเลย

ตอนผมรู้จักสิ่งนี้ครั้งแรก รู้สึกเลยว่านี้หละนวัตกรรม เรียบง่ายและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด Plickers มีเพียง แผ่นกระดาษที่มีรหัสคล้ายๆ QR Code และมือถือเพื่อใช้ในการจับคำตอบของนักเรียน ซึ่งเราสามารถเก็บคำตอบได้ทีเดียวหลายๆคนพร้อมกัน ิสามารถใช้กับผู้เรียนได้สูงสุด 63 คน (จำนวนสูงสุดของรหัสที่มีได้) ต่อห้องเรียน ถ้ามีหลายห้องสามารถใช้รหัสซ้ำกันได้

วิธีใช้ Plickers

1) สมัครเข้าไปที่ www.plickers.com
2) เพื่อความเป็นระเบียบ ผมจะสร้างคำถามไว้ใน Library เพราะเวลานำไปใช้ เราจะไม่ต้องมาพิมพ์คำถามใหม่ แล้วยังสามารถ นำผลของทุกห้องเรียนมาดูเปรียบเทียบกันได้
3) ครูเข้าไปสร้างห้องเรียน เอาชื่อนักเรียนใส่ตามเลขที่
4) ใส่คำถามที่ต้องการลงไปในแต่ละห้องเรียน
5) ลงมือทำกระดาาตอบคำถาม สามารถทำเป็นแผ่นเคลือบ สำหรับใช้ทุกห้องหรือ ปรินซ์ติดปกหลังของสมุดก็ได้
6) เมื่อนำไปใช้ในห้องเรียนแล้ว เราสามารถดังรายงานผลออกมาสรุปได้ว่าคาบเรียนนี้นักเรียนเข้าใจกี่เปอร์เซนต์

ผมมักจะใช้ตอนต้นคาบเรียน ใช้คำถามง่ายๆ เพื่อเรียกความพร้อม ทบทวน และเช็คความเข้าใจผิดของผู้เรียน ต้องใช้ศิลป์ในการออกข้อสอบนิดนึง เราจะสามารถแยกแยะความเข้าใจผิด ด้วยตัวเลือกหลอกของโจทย์ (Diagnostic) 

ปัญหาในการใช้งานก็มีอยู่บ้าง ผมมักจะไม่แจกแผ่นตอบคำถามทุกต้นคาบ จะใช้วิธีติดลงหลังสมุดของนักเรียนแทน ซึ่งถ้านักเรียนขาดความรับผิดชอบก็จะลืมเอาสมุดมาเรียน



2. Kahoot! ใช้เป็นเครื่องมือในการตอบคำถามในห้องเรียนเช่นเดี๋ยวกัน และดูจะมีความตื่นเต้นกว่าการใช้ Plickers เพราะมีการจับเวลา ใครตอบก่อนและถูกต้องจะได้คะแนนสูงกว่าคนอื่นๆ แต่ปัญหาคือผู้เรียนต้องมี Smart phone และมี Internet (ที่ไวนิดนึง)

ผมเคยเล่นครั้งหนึ่งตอนอบรมกับ Teach for Thailand ซึ่งก็บอกเลยว่าสนุกมาก ตื่นเต้นดีครับ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ในโรงเรียนได้ ด้วยปัญหาว่าโรงเรียนสั่งงดนักเรียนเอามือถือมาพอดี

วิธีใช้ Kahoot!

1) ครูหรือวิทยากร เข้าไปที่ getkahoot.com ทำการสมัครและตั้งคำถาม ซึ่งเราจะได้ PIN มา
2) ให้ผู้เรียนเข้าไปในเวป https://kahoot.it/ แล้วกรอก PIN ของเรา ผู้เรียนสามารถเข้าไปตั้งชื่อได้ตามใจชอบ
3) ก็เล่นซิครับ :)

สำหรับโรงเรียนที่นักเรียนไม่มีความพร้อม แต่ยังเอา Smart phone ไปโรงเรียนได้ ครูสามารถจับกลุ่มนักเรียน ให้แต่ละกลุ่มมีนักเรียนที่มีมือถือ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการตอบคำถาม ถ้าไม่มีเน็ตอีกก็คงต้องเสียสละแชร์เน็ตด้วยนะครับ



3. ClassDojo ช่วงนี้ผมในเครื่องมือตัวนี้บ่อยหน่อย เพราะต้องการจะติดตามคุณลักษณะ (Character Strength) หรือพฤติกรรมของผู้เรียน ตอนใช้ครั้งแรกผมเห็นภาพโรงเรียนทั้งโรงเรียนที่ครูใช้แอพนี้ทุกคน มันจะทรงพลังมาก เพราะอะไรเรามาดูกัน (www.classdojo.com)


สำหรับผม ClassDojo เป็นเครื่องมือไว้สำหรับ
1) เช็คการเข้ามาเรียนของผู้เรียน
2) บันทึกพฤติกรรมทั้งด้านที่ดีและไม่ดีของผู้เรียน
3) Feedback พฤติกรรมของผู้เรียน

เราสามารถตั้งเกณฑ์การให้และลดคะแนนได้ เวลาให้คะแนนนักเรียนส่วนมากผมจะให้ท้ายคาบเรียน หรือหลังจากโรงเรียนเลิก แล้วมานั่ง Reflect ผู้เรียนในวันนั้นๆ เคยลองพยายามให้คะแนนระหว่างคาบอยู่ช่วงหนึ่ง ผมพบว่าค่อนข้างลำบาก สำหรับผู้เรียนจำนวน 40-50 คน เพราะใช้เวลาพอควรในการหาชื่อ ดังนั้นจึงแก้ปัญหาโดยการแจกไม้ แล้วนำมาแลกคะแนนท้ายคาบแทน

ข้อมูลใน Dojo เราสามารถดึงออกมาในรูปของ Excel ได้เช่นกัน แต่ถ้าตั้งชื่อนักเรียนเป็นภาษาไทย อาจจะมีปัญหาเล็กน้อย เช่นชื่อจะกลายเป็นภาษาต่างดาว เวลาดึงข้อมูลออกมา แต่การแสดงผลในเวปหรือแอพเป็นภาษาไทยนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

สำหรับครูที่ต้องทำการประเมินคุณลักษณะอันพึ่งประสงค์ทั้ง 8 ของผู้เรียน ผมว่าอันนี้จะทำให้ข้อมูลของเราไม่มั่ว และสามารถพัฒนาผู้เรียนด้านคุณลักษณะ ระหว่างการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ClassDojo ยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Community ระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง ถ้านักเรียนและผู้ปกครองมีทรัพยากรพร้อม ครูสามารถให้ Feedback นักเรียนผ่าน Dojo ได้ และยังสามารถให้ข้อมูลกับผู้ปกครองได้ทันท่วงที ลองนึกภาพครูทั้งโรงเรียนใช้สิ่งนี้ เราจะติดตามพฤติกรรมของนักเรียนได้ตลอดทั้งวัน ถ้าประกอบกับการที่ครูหาเวลาได้คุยกันเรื่องนักเรียน พฤติกรรมนักเรียนคงถูกแก้ไขหรือพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว :)

4. ZipGrade ล่าสุดทาง Teach for Thailand ได้นำเครื่องมือเจ๋งๆอีกตัวหนึ่ง มาใช้ในการตรวจข้อสอบปรนัย พอทำแล้วการกรอบคะแนนข้อสอบวินิจฉัย กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วไปเลย สำหรับครูในโรงเรียนต้องทำการวิเคราะห์ข้อสอบอยู่แล้วซึ่ง ตัว ZipGrade พอตรวจเสร็จแล้วเราจะได้ข้อมูลเป็นไฟล์ที่บอกว่านักเรียนแต่ละคนตอบข้อใดบ้าง และถูกผิดกี่ข้อ แสดงข้อมูลออกมาเป็น Histrogram ให้ครูประเมินได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องบอกก่อนว่าเครื่องมือนี้ไม่ฟรี ต้องทำการ Subscription ซึ่งราคาก็ไม่แพง $6.99 (https://www.zipgrade.com/pricing/)


สอบกลางภาคและปลายภาค ผมคงได้นำ ZipGrade ไปใช้ในการตรวจของสอบแน่นอน


5. ELSA แอพสุดท้ายแถมให้สำหรับครูที่ต้องการฝึกสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษ เนื่องจากการฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษนั้น ถ้ามีคนคอยบอกเราว่าเราอ่านถูกหรืออ่านผิด สำเนียงเพี้ยนตรงไหน จะช่วยให้การพัฒนาไปได้ไวขึ้น แต่ปัญหาก็คือคนสอนที่สามารถสอนได้ก็รับผู้เรียนได้ไม่เกิน 2-3 คน ถ้ามากกว่านี้ก็ดูกันไม่ไหวแล้วจริงไหม เหมือนที่ประเทศไทยเป็นอยู่ในทุกวันนี้ ครู 1 คนนักเรียน 40-50 คนต่อห้อง ถึงนักเรียนอยากพูดได้ แต่ก็ไม่กล้าเข้าหาครู เวลาในห้องก็น้อย ครูหัวเดียวกระเทียมรีบ

ELSA จะมีแบบฝึกจำนวนหนึ่งที่จะช่วยอธิบายและฝึกการออกเสียง ในฐานะที่ผมเป็นครูคณิตศาสตร์ เลยไม่ได้มีเน้นกับเรื่องภาษาอังกฤษของนักเรียนมาก แต่มีนักเรียนบางส่วนอยากพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง ผมก็เวลาน้อยเลยเอาแอพเหล่านี้ไปให้เด็กๆ ฝึกออกเสียงตอนที่ผมไม่อยู่ได้ดีไม่น้อย


หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับครูไทย อาจจะไม่ใช่ทุกเครื่องมือที่เหมาะกับห้องเรียนของเรา ขอให้โอกาสเครื่องมือเหล่านี้ ลองศึกษาและลองใช้ แรกๆอาจจะเจอปัญหา เพราะเราไม่ชินกับการใช้งาน ขอให้ค่อยๆลองแก้ไขปัญหา และนึกถึงประโยชน์ ในด้านการประหยัดเวลา และการพัฒนาผู้เรียนไว้ก่อนเป็นสำคัญ

สำหรับสัปดาห์นี้ขอลาไปก่อน ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ

Friday, December 4, 2015

SETTING PRIORITIES (การจัดลำดับความสำคัญของงาน)



กฎ 80:20 เนื้องานเพียง 20% ส่งผลต่อผล 80% ส่วนงาน 80% ให้ผลเพียง 20%

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีเวลาที่จำกัด ในขณะที่ปริมาณของงานดูเหมือนจะมีไม่สิ้นสุด การเลือกทำในงานที่สร้างผลกระทบก่อนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ตอนนี้ผมยึดหลักในการทำงานโดยแบ่งงานเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ABCD
  1. A คืองาน เร่งด่วนและสำคัญ หาคนมาทำแทนเราไม่ได้ จะเกิดผลเสียตามมาหากเราไม่ลงมือจัดการงานประเภทนี้ เปรียบได้กับ ก้อนหิน
  2. B คืองาน ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญ หาคนมาทำแทนเราไม่ได้ จะเกิดผลเสียหรือเสียโอกาสเพียงเล็กน้อยหากไม่ลงมือทำ เปรียบได้กับ ก้อนกรวด
  3. C คืองาน เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ บางครั้งหาคนมาทำแทนเราได้ เปรียบได้กับ ทราย
  4. D คืองาน ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ บางครั้งหาคนมาทำงานแทนเราได้ เปรียบได้กับ น้ำ


ผมเข้าใจว่าการใช้วิธีเปรียบเทียบงานทั้ง 4 ประเภทเป็น หิน กรวด ทราย น้ำ มีที่มาจากปรัชญาของคนจีน หากเราทำงานที่เป็นน้ำหรือทรายก่อน ก้อนหินและก้อนกรวด เราก็จะไม่มีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับการทำงานที่สำคัญ อย่างก้อนหินและก้อนกรวด


ผมก็มานั่งนึกต่อไปว่าทำไมเขาถึงต้องเปรียบเทียบงานกับหิน กรวด ทรายด้วย ก็ได้ความว่า งานที่สำคัญ นั้นมักจะเป็นงานที่ยากและเราไม่อยากทำ ต้องใช้สมาธิจดจ่อเป็นเวลานาน

ในสังคมยุคปัจจุบันที่คนเราถูกรบกวนจากสังคมโซเชียลได้ง่ายมาก สมาธิของเราเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมาก เราทำงานหลายอย่างพร้อมๆกัน ผลสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้งานซักอย่างหนึ่ง

ถ้าใครเคยอ่าน Eat That Frog! ของ Brian Tracy เขาจะแบ่งเพิ่มขึ้นมาอีกหมวดหนึ่งคือ E คือ Eliminate คือกำจัดงานประเภทนี้ซะ เพื่อเราจะได้มีเวลาเพิ่มมากขึ้นไปทำอย่างอื่น

ผมพยายามหาเครื่องมือที่เหมาะกับการจัดระบบระเบียบงาน จนแล้วจนรอดผมพบว่าใช้ Excel เนี่ยหละดีสุดแล้ว เราไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้วิธีการใช้โปรแกรม และเราสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของตนเอง มีสูตรพร้อมในการทำสรุปผลต่างๆ

บทความโดย: Teacher Jak

Saturday, November 28, 2015

How to manage your energy?



Manage your energy not your time
เคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหมครับ แท้จริงแล้วเราไม่ได้รู้สึกว่าเวลาเป็นสิ่งที่จำกับสำหรับเรา แต่เป็นพลังที่จะทำงานซะมากกว่า วันๆหนึ่งเราอาจจะหมดพลังหลับอยู่บนโต๊ะทำงานก่อนจะหมดเวลาทำงานซะอีก ความลับของการแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ "การจัดการพลังของตนเอง"
ตอนนี้ผมเริ่มศึกษาเรื่องการจัดการพลังงานของตนเอง และเจอบทความที่หน้าสนใจจาก Harvard Business Review จะขอสรุปคราวๆเพื่อใครขี้เกียจอ่านทั้งหมด
Manage your energy not your time - จัดการพลังงานของคุณแทนที่จะจัดการเวลา เขาบอกว่าพลังของคนเราแบ่งเป็น 4 แหล่งด้วยกันได้แก่ พลังกาย(ฺBody) พลังอารมณ์(Emotion) พลังใจ(Mind) และพลังจิตวิญญาณ(Spirit) จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่เรานอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยให้เรามีพลังทำงานเต็มที่ไปตลอดทั้งวัน นั้นเป็นเพียงส่วนของพลังกายเท่านั้น
คำถามวิเคราะห์ความสามารถในการจัดการพลังงานของตนเอง (ให้เราตอบถูกหรือผิดในแต่ละข้อ)
ด้านพลังกาย
__ฉันมักจะนอนน้อยกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และรู้สึกเหนื่อยแทบทุกครั้งที่ตื่นนอน
__ฉันมักจะข้ามอาหารเช้าและมักจะทานของที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
__ฉันออกกำลังกายไม่เพียงพอ (อย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์)
__ฉันไม่ค่อยหยุดพักระหว่างวัน เพื่อเติมพลัง หรือฉันมักทานอาหารกลางวันที่โต๊ะอาหารเป็นประจำ
พลังอารมณ์
__บ่อยครั้งฉันรู้สึก เคือง ขาดความอดทนและกังวล ในที่ทำงาน
__ฉันมักจะไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ฉันรัก หรือถึงแม้ฉันอยู่ก็เหมือนไม่ได้อยู่ด้วยกัน
__ฉันมีเวลาน้อยมากที่จะทำในสิ่งที่ฉันรู้สึกสนุกจริงๆ
__ฉันมักจะไม่แสดงความซาบซึ้งหรือยินดีกับคนอื่น และฉันมักจะไม่ชื่นชมกับความสำเร็จของตนเอง
พลังใจ
__เป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะมีสมาธิกับงานใดงานหนึ่ง ฉันมักถูกรบกวนระหว่างวันด้วยข้อความต่างๆ
__ฉันมักใช้เวลาในแต่ละวันทำงานที่เร่งด่วน มากกว่าทำงานที่สำคัญและส่งผลระยะยาว
__ฉันไม่ได้ใช้เวลาในการสะท้อนความคิด วางแผนหรือความคิดสร้างสรรค์
__ฉันทำงานในตอนค่ำ วันหยุด
พลังจิตวิญญาณ
__ฉันไม่ได้ใช้เวลาในที่ทำงานทำในสิ่งที่ฉันทำได้ดีและสนุกที่สุด
__ฉันมีความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ฉันเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญกับฉัน กับสิ่งที่ฉันทุ่มเททั้งเวลาและแรงลงมือคำ
__การตัดสินใจในที่ทำงานของฉัน เกิดจากสิ่งเร้าภายนอกมากกว่าเป้าหมายหรือความเชื่อมั่นในใจของฉัน
__ฉันไม่ได้ลงแรงลงเวลา ในการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับโลกในนี้หรือคนอื่นๆ
ยิ่งตอบใช่มากเท่าไร แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดการพลังงานของเรามากเท่านั้น
ด้านพลังกายผมขอข้ามไป เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ด้านที่เหลือก็มีเทคนิคเล็กๆน้อยๆให้ไปลองใช้กัน
ด้านพลังอารมณ์ เราควรหาเวลา 2-3 ครั้งต่อวันในการผ่อนคลายทำสมาธิหรือหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หรือไม่ใช้เวลาช่วงอาหารเช้าและอาหารเย็นกินข้าวร่วมกับเพื่อนที่ทำงาน หรือครอบครัว
ด้านพลังใจ กำหนดเวลาที่ชัดเจนในการตอบ Email Line FB และอื่นๆเพื่อที่เราจะได้มีเวลาในการโฟกัสกับงานที่ทำอยู่ เราอาจจะใช้เวลาเพียง 1/3 ของปกติเท่านั้นเอง สร้างข้อตกลงร่วมกันในที่ทำงานว่าจะไม่ส่งข้อความมารบกวนในเวลาหลังเลิกงาน เพื่อให้งานเสร็จในเวลาทำงานและพักผ่อนได้เต็มที่หลังเลิกงาน
ด้านพลังจิตวิญญาณ ให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราอยากให้คนอื่นจดจำเราในแบบไหน อาจจะให้เราลองนึกถึงงานศพของเรา เราอยากให้คนที่มางานเราพูดสิ่งใดกับเรา ให้เราทำสิ่งนั้น พยายามเลือกทำงานในสิ่งที่เราทำได้ดีและสนุกกับมัน ฟังดูยากแต่เป็นไปได้ ถ้าเรารู้จักตนเองดีเพียงพอ
ขอบคุณที่ติดตามอ่าน
สรุปโดย Teacher Jak
Credit: https://hbr.org/2007/10/manage-your-energy-not-your-time