Thursday, March 30, 2017

Impactor Night: Education Technology

Impactor Night เป็นการรวมตัวกลุ่มของ SE(Social Enterprise) Start up โดยหัวข้องานในครั้งนี้คือ EdTech(Education Technology) ความตั้งใจของผมตอนนี้หลังจากจบโครงการ 2 ปีของ Teach for Thailand อยากจะลงมาอยู่ในวงการของ EdTech ยังมีสิ่งที่ให้ทำอีกเยอะในด้านการศึกษา วันนี้ก็มาเปิดโลกรู้จักเครือข่ายของ Start up เพิ่ม



วิทยากรที่ให้เกียติมาในงานนี้ได้แก่ คุณกุ้ง - opendream, คุณเสก - Toolmorrow, คุณทอย - Globish เป็นเนื้อหาการพูดที่เราอาจจะไม่ค่อยได้ฟังนัก หากไปงาน pitch หรือหา funding พี่ทั้งสามคนถ่ายทอด Passion ออกมาได้น่าประทับใจยิ่ง


เริ่มที่ท่านแรกก่อนเลย คุณเก่ง opendream เกิดและเติบโต ในยุคของเครื่องเกมแฟมิคอม(สมัยรุ่นพ่อ) ยุคเริ่มแรกของการอ่านการ์ตูน ซึ่งพ่อแม่ในสมัยนั้นก็จะบอกว่า "เอาแต่อ่านการ์ตูน เล่นเกมอยู่นั้นหละ ไร้สาระมันเอาไปทำอะไรได้" คุณเก่งก็เกมความคับข้องใจในมุมมองของพ่อไว้ จนมาวันหนึ่งรวมตัวทีมขึ้นมาได้ และคิดว่าเกมมันน่าจะทำอะไรได้มากกว่าความสนุก มันน่าจะสามารถให้ความรู้ผู้คนได้ 

เกมแรกที่ทำออกมา "รักจัดหนัก เดอะเกม" จากหนังเรื่องรักจัดหนัก(ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เคยดู) เป็นเกมเล่นเป็นด่านๆ 30 ด่าน แต่ละด่านก็จะมีเรื่องของความรู้ในการคุมกำเนิด ต่อมาทาง UNESCO ก็ให้ข้อมูลเรื่องการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติมาให้ ความหนาหลายหน้าอยู่ ซึ่งทาง opendream ก็แปลงออกมาในรูปของเกมชื่อ "สายฟ้าตะลุยน้ำท่วม" จากการประเมินความเข้าใจของผู้เล่นเกมที่มากขึ้น ทางทีมก็เริ่มเชื่อมั่นว่า เฮ้ยเกมมันทำให้คนเรียนรู้ได้แน่ๆ

ล่าสุดทาง TDRI ก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตมา อยากให้ถ่ายทอดปัญหา และผลของการทุจริตให้ผู้คน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่หนัก และต้องคิดเยอะเหมือนกัน ทางทีมเลยได้คิดว่าจะทำออกมาเป็นเกม ที่ดำเนินเนื้อเรื่องแบบนิยาย ตัวเกมจะให้ทางเลือกในแต่ละสถานการณ์ว่าจะปล่อยการทุจริตนั้นไปหรือไม่ ซึ่งการกระทำทุกอย่างส่งผลหมด ถ้าปล่อยไปเราอาจจะทำงานง่ายขึ้นแต่ผลร้ายอาจจะตามมา ถ้าไม่ปล่อยไปเราก็จะสร้างศัตรู

จุดเด่นของการใช้ Technology คือการที่เราสามารถได้ข้อมูลออกมาปริมาณมาก(Big data) โดยส่วนตัวผมมักจะทำงานอยู่ในส่วนของการประเมิน เลยเห็นประโยชน์ตรงจุดนี้มาก อย่างเกมตัวล่าสุดเกี่ยวกับการทุจริต เราสามารถเอาข้อมูลการตัดสินใจของสถานการณ์เสมือนในเกมมาวิเคราะห์ได้ และที่สำคัญเป็นการประเมินที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากทีเดียว


ท่านต่อมาคือ คุณเสก Toolmorrow ผมฟังเรื่องราวของพี่เสพก็นึกถึงเด็กๆ ในโรงเรียนผมหลายๆคน ที่เข้าไปสู่ด้านมืด พี่เสกเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นเด็กสวนกุหลาบมาก่อน เขาเป็นคนหัวดีและเรียนเก่ง เขาเคยคิดว่าจะเป็นหมอ ต่อมาคะแนนตกก็เปลี่ยนใจอยากเป็นวิศวะ ด้วยความเชื่อที่ว่าคนเรียนเก่งก็ต้องเรียนหมอหรือวิศวะ ชีวิตพลิกผัน ต่อมาก็เริ่มไม่เข้าเรียน หมกตัวอยู่ที่สยาม แม่เสียใจตลอดในช่วงนั้น เพื่อนหลายคนเสียชีวิต หรือติดคุกไป เพราะการไปทำอะไรแพลงๆ

โชคดีที่ตอนนั้นพี่เสกกลับใจได้ จนวันนี้เขาคิดว่า ในสังคมเรามีความเชื่อผิดๆหลายอย่างที่ไม่มีใครทำอะไรกับมัน ทาง Toolmorrow เปรียบเสมือนสื่อที่จะไป discredit ความเชื่อผิดๆเหล่านั้น จุดเด่นของที่นี้คือการทำ research ก่อนเสมอเพื่อให้ยิงได้ตรงจุด ข้อมูลที่เอามาตี ให้สังคมไทยดูจะถูกศึกษาและทดลองจริง ทางทีมก็จะรับทำเฉพาะแต่สื่อเพื่อสังคมเท่านั้น

"มนุษย์ทุกคน อยากจะไปให้ถึงความสุข แต่มันมักจะมีกำแพงกั้นอยู่ กำแพงตัวนี้คือ Mindset" พี่เสก คนส่วนใหญ่ที่มาดูจะเป็นวัยรุ่นช่วงมหาลัย และพ่อแม่ของเด็กกลุ่มนี้ มีการถูกนำไปใช้เป็นสื่อการสอนโดยนักจิตวิทยา ครูในโรงเรียน ซึ่งก็อยากหาวิธีที่จะประเมินผลกลุ่มคนเหล่านี้ กล่าวได้ว่า Toolmorrow เป็นอันดับหนึ่งของ Social Experiment Clip

ท่านสุดท้ายผมเคยเจอแล้วในงานของ AIESEC คุณทอย Globish เชื่อว่าในวงการของ Start up ไม่มีใครไม่รู้จัก คุณทอยเล่าไปถึงความอับอาย ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษของตัวเองตอนประถม "ครูถามผมว่า How are you? และผมตอบไม่ได้ เพื่อนเลยกระซิบบอกผมว่า I go to school by car. ผมก็ตอบไปเต็มเสียงเลย และทุกคนรวมถึงครูก็หัวเราะผม" ทอย ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็ตั้งธงเลยว่าไม่เอาแล้วภาษาอังกฤษ แต่ทางบ้านฐานะดีขึ้น ก็เลยส่งผมไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ผมก็ต้องทนเรียน และมีผลการเรียนภาษาอังกฤษต่ำสุดเสมอ แต่ช่วงนั้นไม่อยากอับอาย และหนีไม่ได้เลยพยายามพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองขึ้นมา

จนอยู่มหาลัยเรียนสาขาภาพยนต์ แต่ชีวิตใช้ไปกับการอยู่กับ AIESEC พาคนต่างชาติเข้ามาสอนในเมืองไทย ให้คนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอฝรั่งได้เจอ แต่นั้นมันก็ยังไม่ได้ช่วยให้คนไทยเก่งภาษาอังกฤษระดับใช้ได้ ด้วยความที่เก่งอังกฤษที่สุดแล้วในตอนนั้น เลยถูกส่งไปงานสัมมนาของ AIESEC ต่างประเทศบ่อยๆ และก็รู้สึกว่าไทยยังด้อยอยู่มาก เราเจอเขมร เราก็แพ้ คนไทยไม่กล้าพูดผิด

หลังจบมาก็คิดว่าคนอย่างนี้ทำงานกับใครไม่ได้แน่ เลยตั้งไปเปิดบริษัทของตัวเอง ได้ไอเดียจากคนญี่ปุ่นว่าโมเดลที่จับคู่คนสอนกับคนเรียนมันเกิดขึ้นเยอะมากที่นั้น ประกอบกับการพบว่าภาษาอังกฤษเป็นปัญหาระดับชาติรองจากคอรับชั่น จึงได้เริ่มก่อตั้ง Globish ขึ้นมา

Globish วางตัวการสอนอยู่ในตำแหน่ง สนทนาสื่อสารได้ ไม่ต้องมีสำนวนอะไรมาก ใช้งานจริง ในแต่ละอาชีพของเรา ตอนนี้กำลังจับตลาดกลุ่ม B2B (Bussiness to Business) ขายคอสเข้าไปในบริษัท ฟังดูแล้วก็เหมือนกับไม่ใช่ SE เท่าไรนัก แต่ในความจริงแล้วคุณทอย พยายามจะเข้าถึงคนกลุ่มล่างของสังคม ความพยายามยังไม่เป็นผลเท่าไรนักจึงคิดว่า ถ้าเราทำจากกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพและมีความต้องการก่อน จะทำให้ลงไปแก้ปัญหาด้านภาษาของคนไทยได้

จบการบรรยาย สิ่งที่ผมค้นพบก็คือทั้งสามคน ก็ยังมีความเป็นมวยวัด ในด้านการศึกษา แต่นั้นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด และผมค้นพบมนเสน่อีกอย่างหนึ่งของ Start up นั้นคือการทดลอง ปรับแต่ง เปลี่ยนกรอบความเชื่อของเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตรงและดึงลูกค้าเข้ามาได้ ขอขอบคุณทาง Dream Office ที่จัดงานดีๆ และมีแอลกอฮอล์แจก(ทำให้ผู้เขียนมาทำงานสาย 555)

Friday, March 3, 2017

ถอดบทเรียนครูจากเรื่อง Assassination Classroom


Assassination Classroom : ชั่วโมงลอบสังหาร


หลังจากปวดหัวกับการตรวจข้อสอบ NT เสร็จ วันนี้เลยอยากพักสมอง เลยหยิบประเด็นหนึ่งที่เก็บไว้นานจนหยากไย่เริ่มเกาะหนาเต็มที เป็นหนังสือการ์ตูนที่ผมเสพอยู่ช่วงหนึ่ง อยากให้คนที่เป็นครู หรือทำหน้าที่สอนพัฒนาคน ได้อ่านและไคร่ครวญแต่ละตอนไปด้วยกัน

ใช้เวลาช่วงเย็นๆ หลังจากงีบเสร็จไปตื่นหนึ่ง ลองค้นดูตาม pantip เวปรีวิวต่างประเทศ จะเล่าถึงว่าการ์ตูนเรื่องนี้ มุขตลก การปูเนื้อเรื่อง ปมปัญหา และเนื้อหาที่ไม่ยึดยาว 180 ตอนจบ แต่ยังไม่มีใครเอามีตีความในมุมมองของครูเท่าไรนัก ก็ถือเป็นโอกาสอันดี เริ่มเลยละกัน...

ผมอ่านเรื่องนี้ตอนที่ไฟความเป็นครูกำลังจะค่อยๆหายไป จากความเหนื่อยล่า และการผลัดวันในการขัดเกลาจิตวิญญาณความเป็นครู ที่กำลังจะขึ้นสนิมเต็มที 

เนื้อเรื่องดำเนินไปโดยที่ มีตัวประหลายสีเหลืองโพล่เข้ามาในชั้นเรียน มาสอนนักเรียน ห้อง E ที่ห่วยแตกที่สุดในโรงเรียน และบอกเป้าหมายว่า จะต้องฆ่า อาจารย์ให้ได้ก่อนจบปีการศึกษา หากไม่เป็นเช่นนั้นโลกจะดับสูญ ห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร ครอบครัวของคนนั้นจะถูกเล่นงาน อาจารย์ประหลาย ความรู้ ความสามารถสูงมาก รวมไปถึงความเร็ว 20 มัค ที่ทำให้อาจารย์สามารถ เดินทางรอบโลก แยกร่างสอนนักเรียน ออกข้อสอบได้อย่างรวดเร็ว หากใครฆ่าได้จะได้รับเงินรางวัลมหาศาล

สถานการณ์ห้องเรียนในหนังสือการ์ตูน ไม่ต่างอะไรกับห้องเรียนที่ผมได้รับมอบหมายตลอด 2 ปี ไม่แตกต่างจากองค์กรเล็กๆที่กำลังจะหมดไฟ ในถ้านะของครูหรือผู้นำ เราจะนำพาคนที่เราดูแลให้เดินไปได้อย่างไร ต่อไปนี้จะเรียกชื่อตัวละครสีเหลืองนี้ว่า "อาจารย์โคโระ" ตามเนื้อเรื่อง ผมยกอาจารย์โคโระให้เป็นครูในอุดมคติที่ดีที่สุดที่จะเป็นได้

บทเรียนต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ผมแกะมาจากความทรงจำ ซึ่งถ้าสามารถใช้เป็นแนวทางในการจับประเด็น จากการ์ตูนเรื่องนี้ได้ ก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

บทเรียนแรก เป้าหมายโฟกัส ไปที่จุดเดียวกันให้ได้ ในเรื่องนี้ เป้าหมายร่วมกันคือการฆ่าอาจารย์ให้ได้ ด้วยแรงพลักดัน และแรงจูงใจที่ชัดเจนทุกคนพยายามที่จะหาวิธีการในแบบของตัวเอง ในการฆ่าอาจารย์ลงให้ได้ แน่นอนว่าถึงเราจะหาจุดที่ดีที่สุดในการโน้มน้าวจูงใจ แต่ก็จะมีกลุ่มคนที่ไม่ไปด้วยในห้องเรียน หรือองค์กร ในการ์ตูนเรื่องนี้ก็มีวิธีการจัดการเช่นกัน

บทเรียนที่สอง การรู้จักผู้เรียน อาจารย์โคโระมีความเสือก ติดอันดับต้นๆ อาจารย์จะพยายามจดทุกอย่างที่ที่ได้จากการสังเกตนักเรียน ว่าชอบอะไร ถนัดตรงไหน ปกติจะไปอยู่ที่ไหน สังเกตปัญหาก่อนล่วงหน้า การเรียนรู้ผู้เรียนอย่างเข้มข้น ทำให้อาจารย์โคโระ ดึงด้านดีๆของเด็กห้อง E ออกมาได้อย่าเต็มศักยภาพ

บทเรียนที่สาม การชมเชย อาจารย์โคโระ มักจะชมก่อนอยู่เสมอ ซึ่งการชมได้นั้นต้องผ่านการมองหาข้อดี ชมไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายซักแค่ไหน อาจารย์จะหาจุดที่ชมก่อน ตักเตือนได้เสมอ และให้คำแนะนำตามความถนัดของแต่ละคน

บทเรียนที่สี่ การเปลี่ยนทุกสถานการณ์ เป็นบทเรียน ไม่ว่าตอนนั้นจะเป็นการพักผ่อน ท่องเที่ยว การลงโทษ อาจารย์โคโระมักจะมองหาหนทางที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ จากสถานการณ์ปัจจุบัน เวลาเดินทางไปไหนก็จะมี Guidebook ที่เขียนทุกอย่างไว้ให้พกติดตัว เพื่อศึกษาและใช้ในยามฉุกเฉิน หรือการลงโทษโดยให้ไปทำความดี เพื่อที่จะเรียนรู้คุณค่าของการให้ตอบแทนผู้อื่น

บทเรียนที่ห้า การคาดหวังในตัวนักเรียนที่สูง และการสนับสนุนเต็มที่ ถึงจะเป็นห้อง E ที่ห่วยที่สุดในโรงเรียน แต่อาจารย์ก็คาดหวังให้ทุกคนสามารถชิงอันดับต้นๆ ของการสอบในโรงเรียนให้ได้ ในเรื่องอาจจะเว้อหน่อย อาจารย์ทีความเร็ว 20 มัคจึงสามารถลงไปประกบนักเรียนทุกคนในเวลาเดียวกันได้ ส่งผลให้ทุกคนพัฒนาตามศักยภาพของตัวเองอยู่ตลอด อาจารย์จะไปศึกษาทุกความสนใจของนักเรียนเพื่อที่จะมา Mentoring เด็กแต่ละคนได้อย่างมหัศจรรย์

บทเรียนที่หก สอนด้วยหัวใจ ในเรื่องจะมีตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ อาจารย์โคโระมาสอนในห้องนี้ ตัวละครตัวนั้นเป็นครูที่ไม่ได้เก่งอะไรเลย แต่มาพร้อมด้วยหัวใจ และส่งต่อให้อาจารย์โคโระมาดูแลนักเรียนกลุ่มนี้ต่อ ผมว่ามันวิเศษมาก ทำให้คิดว่าถึงเราจะสอนห่วยแค่ไหน ขอให้ทำเต็มที่ ไม่ทางได้ก็ทางหนึ่ง สิ่งที่เราหวังก็จะเกิดขึ้นในตัวนักเรียน

ขอบคุณที่อ่านจนจบ อยากให้ไปอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ มันจะช่วยให้เข้าใจและซึมซับในสิ่งที่ผมเขียนได้ดีขึ้น และหวังความความเป็นครูในตัวทุกคนจะติดไฟ กลับมาโชติช่วงเหมือนดังเดิม เพื่อนักเรียน ลูกน้อง ลูกหลาย หรือคนที่กำลังเดินตามเรามา

Saturday, January 7, 2017

Gobblet Gobbler: เกม XO ฝึกสมอง


ห่างหายไปนานจากการเขียน Blog เพราะความวุ่นวายในชีวิตช่วงเสาร์ อาทิตย์ วันนี้กลับมาด้วยเกมที่น่าสนใจอยากให้ครูนำไปสร้างเป็นวัฒนธรรมทดแทนการเล่นบางอย่างของเด็กๆ ครั้งนี้ผมขออนุญาตเขียนแบบงานวิจัยเล็กน้อยนะครับ

ที่มาและความสำคัญ

เนื่องจากโรงเรียนที่ผมทำการสอนอยู่นั้น เด็กๆติดเกมเป็นอันมาก จนโรงเรียนต้องสั้งงดไม่ให้เอามือถือมาโรงเรียน แต่ด้วยความที่นักเรียนไม่มีกิจกรรมอะไรจะทำ ด้วยสถานที่ที่แคบ เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนแล้ว การเล่นกีฬาก็จำกัดได้แค่คนบางกลุ่ม การละเล่นที่พบเห็นได้ทั่วไปในโรงเรียน ส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดเท่าไรนัก เช่นการนำโปเกมอนมาดีดกินกัน นักเรียนส่วนใหญ่ปล่อนเวลาช่วงพักไปอย่างสูญเปล่าจากการอยู่เฉยๆ
ด้วยความที่เป็นครูคณิตศาสตร์ ในเทอมนี้ผมเน้นเรื่อง Critical Thinking เป็นหลัก และได้ไอเดียจากพี่ใน Teach for Thailand ถึงเกมง่ายๆ ที่ทำก็ง่าย อธิบายก็ง่าย เล่นก็ง่าย ใช้เวลาไม่นานในการเล่น แต่เด็กได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ ได้ในระดับพอๆกับ หมากฮอส แต่ทุกคนเล่นได้ ด้วยอุปกรณ์ที่น้อยมาก ไม่ว่าเด็กประถมหรือมัธยมต้นติดใจเป็นอันมาก

อุปกรณ์และกติกาในการเล่น

สิ่งที่ใช้:

1) ฝาปิดท่อ PVC 3 ขนาดที่สามารถครอบกันได้ จำนวน 4 ชุด (ผมซื้อทั้งหมดนี้จากร้านวัสดุก่อสร้างในราคา 120 บาท)
2) กระป๋องสี หรือเทปสี

ในเกมกติกาเหมือนเกม XO ที่เราเล่นกันตอนเด็กๆคือถ้าฝ่ายไหนยึดครอง พื้นที่เรียง 3 ได้ก่อนฝ่ายนั้นจะชนะ ซึ่งในเกมนี้จะเพิ่มกฎอีกเล็กน้อย คือ เราสามารถนำชิ้นที่ใหญ่กว่าครอบชิ้นที่เล็กกว่าได้ และเราสามารถย้ายสีของเราที่เคยวางแล้วได้


คลิปสาธิตวิธีการเล่น https://youtu.be/nYvYEhBG9HM



เวลาที่ได้เล่นกับนักเรียนผมก็รู้สึก ได้เรียนรู้วิธีการคิดของเขาไปด้วย เป็นสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นในห้องเรียนตลอด เราควรจะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันในห้อง ครูแค่เป็นคนจุดประกาย และอำนวยการ นักเรียนจะมีวิธีการแปลกๆมาเอาชนะเรา เราแพ้เราก็ได้เรียนรู้วิธีคิด ซึ่งผมชอบมากจากเกมนี้ เดี๋ยวคงหาเกมอื่นๆมาใส่ให้เด็กอีก เพราะไม่นานเขาคงจะเบื่อ สำหรับเกมนี้ต่อไปเราสามารถเพิ่มความยากเป็นกระดาน 4x4 ได้

เนื่องจากเห็นเด็กๆสนุกกันมาก เลยเอามาทำเป็นโครงงานเสียเลย ให้พวกเขาได้คิดลึกขึ้นและครูจะได้วัดประเมินผลจริงๆ ว่าการเล่นนักเรียนได้คิดวิเคราะห์มากแค่ไหน



ปล. โปรดแชร์กันอย่างเงียบๆนะครับผมกลัวติดคุก ผมจะได้สอนจนจบ 2 ปี








Saturday, December 3, 2016

STEM - YSEALI


เช้าวันเสาร์กับเงิน 70 บาทและหนังสืออีกหนึ่งเล่ม เป็นเพื่อนร่วมทางไปยังกิจกรรม STEM ของโครงการ YSEALI ด้วยความรู้สึกที่ว่าเอ้นี้ไปถูกงานปะเนี่ย เขาน่าจะต้องการนิสิต นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ วิทยากรในงานนี้อัดแน่นด้วยข้อมูลและแรงบันดาลใจเต็มมาก และช่วงบ่ายจับกลุ่มทำ Design Thinking กันก็ดีไม่น้อย เดี๋ยวจะบรรยายให้เห็นภาพเหมือนไปจริงเลยทีเดียว

วิทยากรท่านแรกใส่สูตรสีน้ำเงินมาเลย พี่สตังค์ เก่งมากมีมุขตลกได้ตลอดจริงๆ เปิดโลกของผมหลายอย่างเหมือนกันใน Session นี้ พี่แกเริ่มด้วยการเล่าถึง Innovation โดยย้ำมาตลอดว่าหัวใจของวิทยาศาสตร์นั้นคือการสื่อสาร โดยยกตัวอย่างการพยากรณ์อากาศ ที่ญี่ปุ่นทำได้ถึงระดับ บอกได้ล่วงหน้าเป็นเดือน และละเอียดระดับนาที การพยากรณ์อากาศนั้นสำคัญอย่างไร? ในทางเกษตรแล้วสำคัญมาก เป็นตัวบ่งชี้ได้เลยว่าการเกษตรจะสำเร็จได้แค่ไหน ขึ้นกับความแม่นยำของพยากรณ์อากาศ ภาพตัดกลับมาที่ไทย เพราะโคเลือกกินสิ่งที่ไม่ตรงกับกรมอุตุนิยมวิทยา เลยทำให้ข้าวไทยเสียหายหลายล้าน มันขึ้นอยู่กับการสื่อสารจริงๆ


แกก็ร่ายยาวถึงตัวอย่างนวัตกรรมต่างๆ เช่น Water generator ที่เก็บเกี่ยวน้ำจากอากาศ จนไปถึงเรื่องของ Elon Musk (Founder of Tesla) ผมรู้สึกแปลกใจมากที่จบวิศวะมาแต่ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับคนนี้ และยิ่งได้รู้เรื่องราวต่างๆก็ตกใจเข้าไปใหญ่ ตั้งแต่เป็นผู้ก่อตั้น Paypal ขึ้นมาแล้วขายให้ Ebay ผลิตรถไฟฟ้า และทำกระเบื้องที่ผสมผสานกับ Solarcell กำจัดข้อเสียเรื่องความน่าเกลียดของมันไปได้อย่างหมดสิ้นจริงๆ


พี่แกก็พูดไปถึงเรื่อง ศาสตร์และศิลป์ ในนวัตกรรมเป็นของคู่กัน โยงไปสู่จุฬาและธรรมศาสตร์ สมัยก่อนคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รวมเป็นคณะเดียวกัน!? แต่พอยุคที่ต้องการแรงงาน สองสาขานี้จึงแยกจากกัน เพราะโรงงานต้องการแค่วิศวะที่ดูแลโรงงานได้ ไม่ได้ต้องไปออกแบบอะไร เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน เพราะผมก็เป็นนิสิตคนหนึ่ง ที่มักจะหาวิชาเลือกในทางศิลป์มาเติมเต็มอยู่เสมอๆ

ในเรื่องของอนาคตนั้นเขาบอกให้จับตาดู BlockChain และ AI ไว้ (ผมเล่าเหมือนบอกหุ้นเลย) ตัวหลังนั้นผมเคยได้ยินแต่ตัวแรกไม่เคยได้ยินเลย แต่พอพูดถึง BitCoin แล้วก็อ้อทันที

BlockChain เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลที่กระจายไปในเครือข่าย ซึ่งจะทำให้การแฮ็คนั้นยากมาก เพราะต้องไปเอาข้อมูลจากทุก Server มารวมกัน หลังจากนี้ธุรกรรมทางการเงิน กฎหมาย และคงแก้ปัญหาในสังคมได้หลากหลายเลยทีเดียว เช่น แรงงานพม่าที่มีรายงาน 3,000,000 คน (ซึ่งในความจริง 12,000,000 คน) แทบจะเป็นประชากรที่เราละเลยไม่ได้เสียแล้ว จะให้ออกไปก็เสีย GDP ประเทศ แรงงานพม่าเหล่านี้มีปัญหาเรื่องไม่สามารถใช้ Bank ของไทยได้ และการรักษาก็ไม่มีสวัสดิการ ถ้ามีระบบ BitCoin คงช่วยให้แรงงานเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งเงินกลับประเทศได้ ป่วยก็มีเงินเก็บใช้

AI + BigData เรื่องนี้ผมเคยได้ยินมาบ้างแล้วที่ 7-11 จะมีปุ่มให้พนักงานกดอายุและเพศของลูกค่าเพื่อเก็บข้อมูล และ CP ก็มีข้อมูลเยอะมากมหาศาลเลย จนถึงกับต้องไปกว้านซื้อบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ทั่วเอเชีย เพื่อมาจัดการกับข้อมูล และนำผลวิเคราะห์ไปใช้ และ AI คงมาแทนหลายๆอาชีพ เช่นโบรคเกอร์ AI มีกระบวนการ Machine Learning ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจะทำการวิเคราะห์ตลาดได้ดีกว่าคนแน่นอน ซึ่งเราก็เห็นมาแล้วจากการเล่นโกะชนะมืออาชีพ(สำหรับคอมพิวเตอร์ โกะเป็นเกมที่ซับซ้อนกว่าหมากรุกหลายเท่านัก)

ช่วงต่อมาเป็นการแยกกลุ่มไปกับนักวิจัยต่างๆ ผมได้ไปอยู่กลุ่มฟัง ดร.จักรกฤษณ์ กำทอง ผลงานของอาจารย์ผมว่าไม่ธรรมดาเลย อยู่ในชั้นแนวหน้าของระดับโลกได้เลย หลักๆคือ เลนซ์โพลิเมอร์ กับ สารเคลือ Nano Technology

เลนซ์โพลิเมอร์ที่สามารถติดกับเลนซ์กล้องมือถือแล้วสามารถให้กำลังขยายถึง 500x ถือว่าปฏิวัติวงการกล้องจุลทรรศ์ที่จะต้องใหญ่และซับซ้อนไปเลย และราคาก็จะถูกลงมาก นักเรียนและคนธรรมดาอย่างเราๆ จะเข้าถึงการใช้กล้องจุลทรรศ์กำลังขยายสูงได้ไม่ยากอีกต่อไป (เวปตัวอย่างสินค้า) ฝีมือคนไทยเราไม่ธรรมดาจริงๆ แกพูดมาคำนึกว่า สวทช. มีดอกเตอร์ที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้อยู่ด้วย ผมนี้นึกในใจอาจารย์ก็เก่งสุดยอดอยู่แล้ว ยังมีคนเก่งกว่านี้อีกมากๆอีกหรอ

Keyword ที่อาจารย์ให้กับพวกเราคือหา Pain point ของผู้คนให้เจอ เอาตัวเองไปคลุกอยู่กับวงการหรือคนที่เราจะแก้ปัญหาให้กับพวกเขา เช่น ปัญหาการทำความสะอาดห้องในโรงพยาบาล ที่ต้องฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง ทำให้เสียงบประมาณสูงมาก อาจารย์เลยคิด สารเคลือบที่กันน้ำและกำจัดเชื้อโรคขึ้นมา หรือ ปัญหาของชาวสวนเมล่อน เรื่องเชื้อราที่มาทำลายต้นเมล่อนที่ลองทุนเป็นแสนๆ ตายหมด ก็ได้รับการแก้ไข ทั้งหมดทั้งมวนอยู่ที่การเรียนรู้ปัญหา ผมก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองในตอนนั้นว่า Pain Point ของการศึกษาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนคืออะไรได้บ้าง

Design Thinking เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ผมเป็นรุ่นที่กระบวนการนี้ พึ่งเข้ามาตอนผมจะจบแล้ว เลยไม่ได้ฝึกฝนพัฒนามันอย่างจริงจัง เหล่าเพื่อนที่ไปทำ Start-up ใช้กันอยากสนุกสนาน น่าอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เลยได้กลับมาลื้อฟื้นใหม่ ผมพึ่งเห็นกระบวนการ Brainstorming (เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ) ที่ทุกคนจะออกไอเดียให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจความเป็นไปได้ ผมชอบคำถามที่ทางทีมงานได้คิดขึ้นมา เพื่อช่วยนำทางในการคิด เลยไปตามเอาตอนท้ายงานว่า วิธีคิดของวิธีคิดคำถามเนี่ยคิดกันยังไง ก็เลยได้ความว่า เริ่มจากปัญหาที่สำคัญก่อน แล้วเอาปัญหามาตั้งเป็นคำถาม กลุ่มผมน้องๆ Flow กันดีมาก และก็ชอบตัวเองตอนที่ได้ทิ้งอัตตาความคิดของตัวเอง และไปเสริมไอเดียของคนอื่นๆ ทุกคนมีแต่ใส่กันให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการแย้งกันไปมาในกลุ่ม ทำให้ผลออกมาได้ดีทีเดียว อาจจะเป็นเพราะโจทย์เหมาะกับกลุ่มคนที่สนใจด้านการศึกษาอยู่แล้วก็เป็นได้

โดยรวมแล้ววันนี้ไม่ได้สิ่งที่คาดว่าจะมาเก็บเกี่ยว นั้นคือกระบวนการเรียนรู้แบบ STEM แต่ได้เรื่องอื่นมาแทนถือว่าคุ้มเกินคุ้มกับงานๆนี้ เปิดโลกให้ได้ศึกษาต่ออีกมากมาย เจอกลุ่มคนที่จะคอยช่วยเสริมกันได้อีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ความรู้สึกว่าเป็น Fellow ในโรงเรียนคนเดียวไม่เดียวดายอีกต่อไป :)



Saturday, November 26, 2016

5 เครื่องมือ(ถือ) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู

5 เครื่องมือ(ถือ) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครู



ครูมีหน้าที่ภาระที่ต้องทำมากมาย นอกจากการสอนแล้วงานเอกสารก็ไม่ใช่น้อยๆ อีกทั้งยังต้องประเมินผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อ ปรับปรุงการสอน และแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้เรียนอีกด้วย ดังนั้นผมจึงหาตัวช่วยในการแก้ไขปัญหาบางอย่าง เพียงแค่ครูมีมือถือก็สามารถนำไปประยุกค์ใช้ในห้องเรียนได้แล้ว

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้หน้าที่ครูหรือเกี่ยวกับการศึกษา ก็สามารถนำไปประยุกค์ใช้กับงานของตนเองได้ ผมเคยนำเช่น Plicker ไปใช้ประกอบการบรรยาย เพื่อเช็ค Feedback จากผู้ฟัง ยิ่งไปใช้กับผู้ฟังที่มีความพร้อม เครื่องมือฟรีต่างๆเหล่านี้ยิ่งแสดงศักยภาพออกมาสูงมาก

ผู้เขียนสอนอยู่ในโรงเรียนขยายโอกาสของกทม.(เรียนฟรี รับทุกคน) ซึ่งผู้เรียนไม่ได้มีความพร้อมในด้านทรัพยากร เช่น การเข้าถึง Internet อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน มีนักเรียนแค่บางส่วนเท่านั้นที่มี Smart phone แต่สำหรับคนที่มีมือถือแพง บางครั้งผมก็มาคิดว่าทำไม ผู้ปกครองถึงไม่เอาไปลงทุกกับการศึกษาของลูกตนเอง ไปในโรงเรียนที่ดีกว่านี้ (ขอบ่นนิดนึง) ที่กล่าวมานี้ผมเชื่อว่าโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมเลย ครูก็ยังสามารถนำเครื่องมือต่อไปนี้ใช้ในห้องเรียนได้


1. Plickers เป็นเครื่องมือที่คุณครูสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือการประเมินผู้เรียนได้ หรือแม้กระทั้งใช้ประกอบการสอนในรูปแบบของเกม สมัยผมเรียนอยู่ที่วิศวะจุฬา เรามีเครื่องมือหนึ่งเรียกว่า Clicker หน้าตาคล้ายรีโมททีวีอันเล็ก ปุ่มตัวอักษรมากมาย อาจารย์ก็จะนำมาแจกคนละอันเพื่อให้นักเรียนเลือกตอบคำถาม ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรว่าจะตอบคำถามได้เสร็จในแต่ละครั้ง และการนำไปใช้ต้องมีการลงทุนสูง ช่วงเข้าไปสอนใหม่ๆ ผมเคยลองคิดว่าถ้าลงทุนซื้อซัก 50 อันใช้เงินไม่น้อยเลย

ตอนผมรู้จักสิ่งนี้ครั้งแรก รู้สึกเลยว่านี้หละนวัตกรรม เรียบง่ายและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด Plickers มีเพียง แผ่นกระดาษที่มีรหัสคล้ายๆ QR Code และมือถือเพื่อใช้ในการจับคำตอบของนักเรียน ซึ่งเราสามารถเก็บคำตอบได้ทีเดียวหลายๆคนพร้อมกัน ิสามารถใช้กับผู้เรียนได้สูงสุด 63 คน (จำนวนสูงสุดของรหัสที่มีได้) ต่อห้องเรียน ถ้ามีหลายห้องสามารถใช้รหัสซ้ำกันได้

วิธีใช้ Plickers

1) สมัครเข้าไปที่ www.plickers.com
2) เพื่อความเป็นระเบียบ ผมจะสร้างคำถามไว้ใน Library เพราะเวลานำไปใช้ เราจะไม่ต้องมาพิมพ์คำถามใหม่ แล้วยังสามารถ นำผลของทุกห้องเรียนมาดูเปรียบเทียบกันได้
3) ครูเข้าไปสร้างห้องเรียน เอาชื่อนักเรียนใส่ตามเลขที่
4) ใส่คำถามที่ต้องการลงไปในแต่ละห้องเรียน
5) ลงมือทำกระดาาตอบคำถาม สามารถทำเป็นแผ่นเคลือบ สำหรับใช้ทุกห้องหรือ ปรินซ์ติดปกหลังของสมุดก็ได้
6) เมื่อนำไปใช้ในห้องเรียนแล้ว เราสามารถดังรายงานผลออกมาสรุปได้ว่าคาบเรียนนี้นักเรียนเข้าใจกี่เปอร์เซนต์

ผมมักจะใช้ตอนต้นคาบเรียน ใช้คำถามง่ายๆ เพื่อเรียกความพร้อม ทบทวน และเช็คความเข้าใจผิดของผู้เรียน ต้องใช้ศิลป์ในการออกข้อสอบนิดนึง เราจะสามารถแยกแยะความเข้าใจผิด ด้วยตัวเลือกหลอกของโจทย์ (Diagnostic) 

ปัญหาในการใช้งานก็มีอยู่บ้าง ผมมักจะไม่แจกแผ่นตอบคำถามทุกต้นคาบ จะใช้วิธีติดลงหลังสมุดของนักเรียนแทน ซึ่งถ้านักเรียนขาดความรับผิดชอบก็จะลืมเอาสมุดมาเรียน



2. Kahoot! ใช้เป็นเครื่องมือในการตอบคำถามในห้องเรียนเช่นเดี๋ยวกัน และดูจะมีความตื่นเต้นกว่าการใช้ Plickers เพราะมีการจับเวลา ใครตอบก่อนและถูกต้องจะได้คะแนนสูงกว่าคนอื่นๆ แต่ปัญหาคือผู้เรียนต้องมี Smart phone และมี Internet (ที่ไวนิดนึง)

ผมเคยเล่นครั้งหนึ่งตอนอบรมกับ Teach for Thailand ซึ่งก็บอกเลยว่าสนุกมาก ตื่นเต้นดีครับ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ในโรงเรียนได้ ด้วยปัญหาว่าโรงเรียนสั่งงดนักเรียนเอามือถือมาพอดี

วิธีใช้ Kahoot!

1) ครูหรือวิทยากร เข้าไปที่ getkahoot.com ทำการสมัครและตั้งคำถาม ซึ่งเราจะได้ PIN มา
2) ให้ผู้เรียนเข้าไปในเวป https://kahoot.it/ แล้วกรอก PIN ของเรา ผู้เรียนสามารถเข้าไปตั้งชื่อได้ตามใจชอบ
3) ก็เล่นซิครับ :)

สำหรับโรงเรียนที่นักเรียนไม่มีความพร้อม แต่ยังเอา Smart phone ไปโรงเรียนได้ ครูสามารถจับกลุ่มนักเรียน ให้แต่ละกลุ่มมีนักเรียนที่มีมือถือ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการตอบคำถาม ถ้าไม่มีเน็ตอีกก็คงต้องเสียสละแชร์เน็ตด้วยนะครับ



3. ClassDojo ช่วงนี้ผมในเครื่องมือตัวนี้บ่อยหน่อย เพราะต้องการจะติดตามคุณลักษณะ (Character Strength) หรือพฤติกรรมของผู้เรียน ตอนใช้ครั้งแรกผมเห็นภาพโรงเรียนทั้งโรงเรียนที่ครูใช้แอพนี้ทุกคน มันจะทรงพลังมาก เพราะอะไรเรามาดูกัน (www.classdojo.com)


สำหรับผม ClassDojo เป็นเครื่องมือไว้สำหรับ
1) เช็คการเข้ามาเรียนของผู้เรียน
2) บันทึกพฤติกรรมทั้งด้านที่ดีและไม่ดีของผู้เรียน
3) Feedback พฤติกรรมของผู้เรียน

เราสามารถตั้งเกณฑ์การให้และลดคะแนนได้ เวลาให้คะแนนนักเรียนส่วนมากผมจะให้ท้ายคาบเรียน หรือหลังจากโรงเรียนเลิก แล้วมานั่ง Reflect ผู้เรียนในวันนั้นๆ เคยลองพยายามให้คะแนนระหว่างคาบอยู่ช่วงหนึ่ง ผมพบว่าค่อนข้างลำบาก สำหรับผู้เรียนจำนวน 40-50 คน เพราะใช้เวลาพอควรในการหาชื่อ ดังนั้นจึงแก้ปัญหาโดยการแจกไม้ แล้วนำมาแลกคะแนนท้ายคาบแทน

ข้อมูลใน Dojo เราสามารถดึงออกมาในรูปของ Excel ได้เช่นกัน แต่ถ้าตั้งชื่อนักเรียนเป็นภาษาไทย อาจจะมีปัญหาเล็กน้อย เช่นชื่อจะกลายเป็นภาษาต่างดาว เวลาดึงข้อมูลออกมา แต่การแสดงผลในเวปหรือแอพเป็นภาษาไทยนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

สำหรับครูที่ต้องทำการประเมินคุณลักษณะอันพึ่งประสงค์ทั้ง 8 ของผู้เรียน ผมว่าอันนี้จะทำให้ข้อมูลของเราไม่มั่ว และสามารถพัฒนาผู้เรียนด้านคุณลักษณะ ระหว่างการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ClassDojo ยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Community ระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง ถ้านักเรียนและผู้ปกครองมีทรัพยากรพร้อม ครูสามารถให้ Feedback นักเรียนผ่าน Dojo ได้ และยังสามารถให้ข้อมูลกับผู้ปกครองได้ทันท่วงที ลองนึกภาพครูทั้งโรงเรียนใช้สิ่งนี้ เราจะติดตามพฤติกรรมของนักเรียนได้ตลอดทั้งวัน ถ้าประกอบกับการที่ครูหาเวลาได้คุยกันเรื่องนักเรียน พฤติกรรมนักเรียนคงถูกแก้ไขหรือพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว :)

4. ZipGrade ล่าสุดทาง Teach for Thailand ได้นำเครื่องมือเจ๋งๆอีกตัวหนึ่ง มาใช้ในการตรวจข้อสอบปรนัย พอทำแล้วการกรอบคะแนนข้อสอบวินิจฉัย กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วไปเลย สำหรับครูในโรงเรียนต้องทำการวิเคราะห์ข้อสอบอยู่แล้วซึ่ง ตัว ZipGrade พอตรวจเสร็จแล้วเราจะได้ข้อมูลเป็นไฟล์ที่บอกว่านักเรียนแต่ละคนตอบข้อใดบ้าง และถูกผิดกี่ข้อ แสดงข้อมูลออกมาเป็น Histrogram ให้ครูประเมินได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องบอกก่อนว่าเครื่องมือนี้ไม่ฟรี ต้องทำการ Subscription ซึ่งราคาก็ไม่แพง $6.99 (https://www.zipgrade.com/pricing/)


สอบกลางภาคและปลายภาค ผมคงได้นำ ZipGrade ไปใช้ในการตรวจของสอบแน่นอน


5. ELSA แอพสุดท้ายแถมให้สำหรับครูที่ต้องการฝึกสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษ เนื่องจากการฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษนั้น ถ้ามีคนคอยบอกเราว่าเราอ่านถูกหรืออ่านผิด สำเนียงเพี้ยนตรงไหน จะช่วยให้การพัฒนาไปได้ไวขึ้น แต่ปัญหาก็คือคนสอนที่สามารถสอนได้ก็รับผู้เรียนได้ไม่เกิน 2-3 คน ถ้ามากกว่านี้ก็ดูกันไม่ไหวแล้วจริงไหม เหมือนที่ประเทศไทยเป็นอยู่ในทุกวันนี้ ครู 1 คนนักเรียน 40-50 คนต่อห้อง ถึงนักเรียนอยากพูดได้ แต่ก็ไม่กล้าเข้าหาครู เวลาในห้องก็น้อย ครูหัวเดียวกระเทียมรีบ

ELSA จะมีแบบฝึกจำนวนหนึ่งที่จะช่วยอธิบายและฝึกการออกเสียง ในฐานะที่ผมเป็นครูคณิตศาสตร์ เลยไม่ได้มีเน้นกับเรื่องภาษาอังกฤษของนักเรียนมาก แต่มีนักเรียนบางส่วนอยากพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง ผมก็เวลาน้อยเลยเอาแอพเหล่านี้ไปให้เด็กๆ ฝึกออกเสียงตอนที่ผมไม่อยู่ได้ดีไม่น้อย


หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับครูไทย อาจจะไม่ใช่ทุกเครื่องมือที่เหมาะกับห้องเรียนของเรา ขอให้โอกาสเครื่องมือเหล่านี้ ลองศึกษาและลองใช้ แรกๆอาจจะเจอปัญหา เพราะเราไม่ชินกับการใช้งาน ขอให้ค่อยๆลองแก้ไขปัญหา และนึกถึงประโยชน์ ในด้านการประหยัดเวลา และการพัฒนาผู้เรียนไว้ก่อนเป็นสำคัญ

สำหรับสัปดาห์นี้ขอลาไปก่อน ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ

Monday, November 21, 2016

ห้องทดลองเพื่อศิษย์ ตอนที่ 3: เครื่องมือการประเมิน

สัปดาห์นี้ผมไม่ค่อยได้สอนเท่าไรนัก (กลับมาสู่ความเป็นจริงของโรงเรียน กทม.) สัปดาห์นี้เลยจะขอใช้เวลาวิเคราะห์เครื่องมือ ที่ใช้ในเทอมนี้

เริ่มจาก Plicker เทอมนี้ผมลงทุนติด รหัส Plicker ให้กับสมุดนักเรียนทุกเล่ม เพื่อใช้ในการประเมินก่อนเริ่มเรียน และเช็คชื่อในบางครั้ง ดูๆไปแล้วก็ช่วยนักเรียนหาสมุดของตัวเองง่ายดีนะ และจุดประสงค์แอบแฝง คือการปิดสูตรคูณของนักเรียน


ส่วนปกในเป็นพื้นที่สำหรับสะสมตราปั้ม ที่แบ่งประเภทชัดเจน ได้แก่
Growth Mindset เทอมนี้ผมให้ร่วมกับ Grit ไปทีเดียวเลย ใครทุ่มเทใครพยายามเป็นพิเศษก็จะได้ตราปั้นในช่องนี้
Question การตั้งคำถามในห้องเรียนถึงเรื่องที่สงสัย
Speaking กล้าแสดงออกหน้าห้องเรียน
Like แจกแหลกในทุกอย่างที่ครูชอบ

ช่วงแรกของการใช่ก็ช่วยให้เราเห็นความทุ่มเทของนักเรียนชัดเจนขึ้น ซึ่งมีได้ทั้งในเด็กเก่ง กลาง อ่อน ช่วงหลังจะเป็นการพัฒนาการสอนของครู เพื่อให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และท้ายการประเมินจะเป็นการสรุปผลของเด็กแต่ละคนว่ามีความพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดใดหรือไม่

ณ จุดนี้กำลังหากิจวัติ เพื่อให้เด็กเกิด และครูได้วัดประเมินผลในตัวนักเรียนอยู่ ครูจะต้องสอนคำถามแบบไหน เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้วิธีการถามคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ตนเองต้องการ (นักเรียนหลายคนไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจได้ ซึ่งตั้งคำถามไม่ได้)

ระหว่างคาบผมจะมีของให้นักเรียน เมื่อทำได้ตามจุดประสงค์ที่จะได้ตราปั้ม เป็นไม้ไอศกรีม ให้นักเรียนมาแลกคืนท้ายคาบ

ผมอยากให้ reward เป็นรายบุคคล สำหรับห้องเรียนที่มีนักเรียน 50 คนดูจะเป็นวิธีการที่ลำบากเล็กน้อย ตอนนี้เลยลองศึกษาการใช้
Class Dojo อยู่ น่าจะสะดวกต่อชีวิตขึ้นไม่น้อย รอดูกันต่อไปในสัปดาห์หน้า

 ปิดท้ายด้วยความประทับใจ นักเรียนสองคนนี้พัฒนา เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากจากเทอมที่แล้ว มี Grit กันต่อไปนะ :)


Saturday, November 12, 2016

ห้องทดลองเพื่อศิษย์ ตอนที่ 2: CPA สัปดาห์ที่ 2


"เกิดมาเป็นครูขี้เหนี่ยว ต้องทำสื่อ Low cost ให้เป็น"

 สัปดาห์ที่สองแล้วสำหรับการนำเอา CPA เข้ามาประยุกค์กับการสอนคณิตศาสตร์ ได้เห็นอะไรน่าสนใจหลายอย่างกับการตอบสนองต่อวิธีการเรียนแบบใหม่นี้ของนักเรียน


มัธยม 1 เรื่องข้อความคาดการณ์ และการพิสูจน์

ใช้เวลาคิดอยู่นานว่าเอ้เรื่องนี้จะสอนโจทย์อะไรดี เนื่องจากหนังสือสสวท. พว. ก็ยังไม่เจอโจทย์ที่พอใจ เลยนึกโจทย์ปัญหาในข้อสอบ PISA ได้ซึ่งจะมีคำถามแบบต่อเนื่อง ซึ่งดีมาก 1 โจทย์ 1 คาบเหมาะสำหรับนักเรียนที่ผมสอนมาก

โจทย์ ชาวสวนปลูกฝรั่งในแปลงปลูกรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส นอกจากนี้ยังปลูกต้นสนไว้รอบๆต้นฝรั่ง เพื่อป้องกันลมด้วย แผนผังในรูปต่อไปนี้แสดงแปลงฝรั่งดังกล่าวโดย n แทนจำนวนแถวของต้นฝรั่ง

ในส่วนของ Concrete นั้นผมใช้ หลอดดูดน้ำสีๆกับแผ่น Geoboard (ไปขโมยมาตามห้องเรียน!) ใช้งบน้อยสุดๆ โดยผมให้หลอดมีฟ้าแทนต้นสน และหลอดเขียวแทนต้นฝรั่ง ดังรูปต่อไปนี้


 


นักเรียนก็วางหลอดและก็นับกันไป n = 1, n = 2, n = 3, n = 4, ... บางคนก็เล่นวางหลอดเป็นรูปหัวใจบ้าง เพื่อที่จะตอบปัญหาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนักเรียนต้องจดบันทึกลงตาราง และดูรูปแบบของการเพิ่มขึ้นของจำนวนให้ออก จึงจะตอบโจทย์ n = 15 ได้โดยที่ไม่ต้องวางหลอด วาดรูปอีก

เป็นเรื่องที่ผมยังไม่ค่อยชินกับการสอนเท่าไรนัก เลยไม่เข้าใจขั้นบันไดของการเรียนรู้ทักษะการคิดวิเคราะห์ เลยเอาช้าไว้ก่อน ให้เวลานักเรียนคิดเยอะๆ

ปัญหาที่เจอ ผมสอนห้องแรก(ห้องกลางๆ) เข้าใจสิ่งที่อยากให้ทำได้เลยทันที พอมาเจอห้องต่อๆมา(ห้องเก่ง) ผมไม่ได้ทำการถามเพื่อเช็คความเข้าใจนักเรียนถี่นัก (CFU)

มีนักเรียนเล่นบ้างมากน้อยไปตามแต่ละห้อง

ที่สำคัญที่สุดคือการประเมิณว่ากระบวนการ CPA นั้นส่งผลต่อความเข้าใจของนักเรียนมากน้อยแค่ไหน นักเรียนยังไม่ค่อยกล้าตอบมากนัก

หลังจากนี้ผมก็ยังคงใช้สื่อที่มีต่อในอีกเรื่องในการสอนการเพิ่มลดขนากของความกว้างและความยาวของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ที่นักเรียนต้องดูข้อความคาดการณ์ด้วยว่าเป็นจริงหรือไม่


เจ้า Geoboard ผมว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากในการสอนเรื่องที่เป็นรูปร่าง การหาพื้นที่ตัวอย่างในรูปข้างบนผมให้นักเรียนสังเกตการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของพื้นที่ เมื่อเพิ่มด้านกว้าง 1 เซนติเมตร และลดด้านยาว 1 เซนติเมตร


มัธยม 2 เรื่องการแยกตัวประกอบพหุนาม

ที่ผ่านมาผมทบทวนการบวกลบและการคูณพหุนาม ให้กับนักเรียนโดยใช้เฉพาะขั้น Pictorial และ Abstract เพียงสองขั้นเท่านั้นในเรื่องใหม่ที่นักเรียนจะได้เรียนนี้ เลยได้ทดลองทำขั้น Concrete โดยนำแผ่นเฟรมมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมสามแบบ และให้นักเรียนนำมาเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมให้ได้ และจะได้ผลคำตอบออกมาในด้านกว้างและด้านยาวของรูปสี่เหลี่ยมนั้นๆ ครั้งนี้ผมสอนให้มีแต่ค่าบวกก่อนเพื่อให้นักเรียนไม่สับสน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือพอนักเรียนทำได้ 1-2 ข้อ โจทย์ที่เหลือกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย ผมเลยสามารถทิ้งโจทย์ไว้ให้เขาฝึกหลายๆข้อ แล้วลงไปเก็บนักเรียนที่ยังทำไม่ได้ เท่าที่เวลาพึงจะมี

คาบนี้ทั้งคาบมีแต่ช่วง Concrete หลักๆ แต่ยังไม่ได้ประเมินว่านักเรียนทำได้มากน้อยกี่คนกันแน่

คำถามที่เกิดขึ้น

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ผมลองสังเกตแบบคร่าวๆ พบว่าตั้งแต่ที่สอนมาจะมีเด็กที่ไม่เคยส่งงานผมเลยในเทอมที่แล้วลงมือทำและใช้ขั้นตอนวาดภาพ อย่างเต็มใจ ไม่เท่านั้นนักเรียนที่เรียนดีก็ชอบวาดภาพเช่นกัน แต่ในทางกลับกันนักเรียนกลางๆของห้อง ไม่วาดและใช้วิธีคำนวน ซึ่งมักจะทำถูกทำผิดอยู่ตลอดเสมอ สัปดาห์หน้าคงต้องลงไปหาสาเหตุที่นักเรียนเลือกหรือไม่เลือกใช้วิธีแต่ละวิธีหาคำตอบ